วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อาหารเช้า..คุณค่าสำหรับครอบครัวยุคใหม่

อาหารเช้า..คุณค่าสำหรับครอบครัวยุคใหม่

ตาราง1 -เปรียบเทียบพลังงานในอาหารเช้าชนิดต่างๆ:เป็นที่ทราบกันดีถึงความสำคัญของ การรับประทานอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของครอบครัว


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในปัจจุบัน ทำให้อาหารเช้าซีเรียลได้เข้ามามีบทบาทและกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญให้กับครอบครัวยุคปัจจุบันอย่างมาก


ถึง แม้อาหารเช้าซีเรียลจะเป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารเช้าที่เริ่มมาจาก ชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงคนไทยจำนวนมากได้หันมารับประทานอาหารเช้าซีเรียล นอกเหนือจากอาหารเช้ารูปแบบเดิม เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เหมาะกับช่วงเวลาที่เร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังให้คุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมมีปริมาณแคลอรี่ น้ำตาล และไขมันที่น้อยกว่าอาหารเช้าทั่วไปที่นิยมรับประทาน (ดูตารางเปรียบเทียบ 1 และ 2)

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ กล่าวว่า “ปัจจุบันอาหารเช้าซีเรียล กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีเวลา เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เพียงเติมนมก็สามารถรับประทานได้แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งอาหารเช้าที่มีคุณค่า นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ผลิต

ได้ มีการพัฒนาเพิ่มคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกปากมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาให้ซีเรียลมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ(โซเดียม) ต่ำ มีใยอาหารมากขึ้น ยกตัวอย่าง หากรับประทานพร้อมนมเป็นอาหารมื้อเช้า ปริมาณโซเดียม

อยู่ที่ 120-216 มิลลิกรัม ส่วนน้ำตาลอยู่ที่ 9.7-9.9 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งปกติปริมาณโซเดียมที่ได้รับจากแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัม1 และน้ำตาลไม่ควรเกิน 12.5 กรัม2“

ทางด้าน เนสท์เล่ บริษัทผลิตอาหารคุณภาพชั้นนำของโลก ได้มีการพัฒนาอาหารเช้าซีเรียลให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นอีกขั้น ด้วยการแนะนำอาหารเช้าซีเรียลที่ทำมาจาก “โฮลเกรน” หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงส่วนประกอบสำคัญในธัญพืชอยู่ครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด (Endosperm) และจมูกข้าว (Germ) ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่าโภชนาการสูงสุด และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่

ในเนสท์เล่ ซีเรียล โฮลเกรน ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนสท์เล่ โกโก้ ครั้นช์, ไมโล ซีเรียล หรือ คุกกี้ คริสป์

ทั้ง นี้ผลการวิจัยจำนวนมากระบุถึงคุณค่าสารอาหารที่มีอยู่มากมายในโฮลเกรน โดยเฉพาะต่อเด็กวัยเรียน พบว่าหากรับประทานซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ร่างกายจะย่อยอย่างช้าๆ และค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานออกมา ช่วยให้เด็กมีพลังงานอย่างต่อเนื่องจนถึงมื้อกลางวัน ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน เรียนหนังสือได้ดี และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งนอกจากจะมีไฟเบอร์สูง วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว อาหารเช้าซีเรียล ที่ทำมาจาก โฮลเกรน ยังมีปริมาณน้ำตาลและโซเดียมเพียงเล็กน้อย อย่าง อาหารเช้าเนสท์เล่ โกโก้ ครั้นช์ ซีเรียล หนึ่งถ้วยผสมกับนม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับแอปเปิ้ลเพียง 1 ผล และเมื่อเทียบกับขนมปังปิ้งทาเนยและแยม 2 แผ่น ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่หลายคนชอบรับประทานปริมาณน้ำตาลยังน้อยกว่า

นอก จากนี้ผลการวิจัยยังระบุ ผลดีของการรับประทานซีเรียล โฮลเกรน พบว่าเด็กที่รับประทานอาหารเช้าซีเรียล โฮลเกรน เป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะน้ำหนักเกินน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ ประทานเป็นประจำ3 พร้อมทั้งมีแนวโน้มที่จะได้รับไขมันในปริมาณต่ำ และได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่มากกว่า4

ทั้งหมดนี้เป็นผลวิจัยทางโภชนาการที่ยืนยัน ถึงประโยชน์และคุณค่าของอาหารเช้าซีเรียล โฮลเกรน ซึ่งขณะนี้กลายเป็นอาหารเช้าที่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และทุกคนในครอบครัวติดใจ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1 เกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

2 เกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

3 De la Hunty A., Ashwell M. Are people who regularly eat breakfast cereals slimmer than those who don’t? A systematic review of the evidence. Nutrition Bulletin 2007; 32: 118–28.

4 Affenito et al Breakfast Consumption by African-American and White Adolescent Girls Correlates Positively with Calcium and Fiber Intake and Negatively with Body Mass Index. J Amer Dietetic Assoc 2005; 105: 938-45

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ดูนิสัยสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ" (ต่อ)
















ดูนิสัยสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ"

























พระเจ้ากล้วยช่วยลดน้ำหนัก จริงหรือ!

พระเจ้ากล้วย มันช่วยได้!
:ใครจะเชื่อ กล้วยหอมเพียง 2 ใบ ช่วยลดหุ่นให้ดูเพรียวบางได้ และกลายเป็น สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า

สูตรลดน้ำหนักที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ในกล้วย นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่างวัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ

นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผมอ สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป” น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด

เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเครียด และวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า

ความ เครียด เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากการตื่นตัวเตรียมรับกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และส่งผลทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามไปด้วย

ความ เครียดนั้นมีกันทุกคน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาการคิดการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าคิดว่าปัญหาไม่ร้ายแรงแก้ไขได้โดยง่าย ก็จะไม่เครียด แต่ถ้าหากว่าปัญหานั้นยิ่งใหญ่ ร้ายแรง แก้ไขลำบาก ก็จะทำให้เครียดมาก หากว่ามีความเครียดในระดับที่พอดีๆ ก็จะช่วยให้มีพลัง มีความกระตือรือร้นในการต่อสูงชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ ซึ่งนี่เองคือข้อดีของความเครียด ไม่ใช่ว่าเครียดจะไม่มีส่วนดีๆ เอาเสียเลย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดมี 2 ประการคือ
1. สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล่วนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะทำให้เกิดความเครียดได้


2. การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล จะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจัง ใจร้อนและวู่วาม

จากสาเหตุที่สำคัญนี้ ความเครียดจะไม่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากทั้งสองสาเหตุประกอบกันคือ มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นตัวกระตุ้น แล้วมีความคิดและการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งว่าจะเครียดมากเครียดน้อย เพียงใด


เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่

1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง

2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่ายๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่ายๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปได้อีกด้วย

3. คิดหลายๆ แง่มุม มองหลายๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดีๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดีๆ ให้มากๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย

5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบ กับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว


ที่มาจาก http://www.pooyingnaka.com

เรื่องของวันเกิด

เรื่องของวันเกิด
S u n d a y

คนเกิดวันอาทิตย์เป็นคนชอบเสี่ยงกล้าได้กล้าเสีย
เช่นเดียวกันกับในเรื่องของความรัก
เมื่อหลงรักใครแล้วจะตามติดตื้อให้สำเร็จจนได้ เป็นคนรักสนุก
ชอบคนที่ดูดีมีเสน่ห์ ไม่เรียบง่ายหรือเชยจนเกินไป
หรือก็ไม่ห้าวสุดสุดเกินไปก็ไม่เอา เป็นคนมีเชื่อมั่นในตนเองสูง
มีความสดใจทำให้มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม
ใครเห็นใครก็ชอบ แต่ก็มีนิสัยที่ค่อนข้างดื้อรั้นและหัวเแข็ง
ซึ่งบางครั้งทำให้ไม่ยอมประนีประนอมกันบ้าง
ทำให้ความรักต้องสิ้นสุดลงไปเพราะมีทิฐิมานะ
เป็นคนค่อนข้างเจ้าชู้ทีเดียวและมีความโรแมนติก
ชอบที่จะได้พบคนใหม่ๆที่ทำให้รู้สึกท้าทายดี
คนเกิดวันนี้จะมีดวงความรักค่อนข้างดี ถ้าคนรักเข้าใจถึง
ความใจร้อนไปบ้างของคุณ ก็จะสามารถคบกันได้นานเลยทีเดียว




M o n d a y

คนเกิดวันจันทร์เป็นคนเจ้าชู้แบบเงียบๆ
ไม่แสดงออกเด่นชัดเหมือนชาววันอาทิตย์
มักจะแอบโปรยเสน่ห์ให้ใครต่อใครหลงใหลอยู่เสมอ
ด้วยความที่เป็นคนน่ารักอ่อนโยน
สุภาพ อีกทั้งยังฉลาดเฉลียว รอบรู้ไปเกือบทุกเรื่อง
แถมยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย
ความจริงคนเกิดวันนี้ก็เป็นคนที่ดื้อรั้นและเอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน
แต่จะค่อยๆแสดงออกมาเมื่อคบกันแล้ว ต้องการให้คนมาเอาอกเอาใจด้วย
รักแท้ของคนวันจันทร์มักจะเกิดกับคนที่ถ้าไม่แตกต่างกันที่อายุมากๆ
แล้วก็อาจจะมีฐานะที่แตกต่างกันอย่างมากเลยทีเดียว
ทำให้ต้องอดทนและฝ่าฟันเหมือนรักแท้ในหนังสุดโรแมนติกนั่นเลยทีเดียว
แต่ว่าคนวันจันทร์นี้มักจะสุขสมหวังเสมอในเรื่องความรักถ้าดูแลหัวใจตัวเองให้ดี
ไม่วอกแวกไปไหน ก็จะมีคู่รักที่คบกันเนิ่นนานจนเพื่อนๆอิจฉาเสมอนั่นแหละ




T u e s d a y

คนเกิดวันอังคารเป็นคนที่มีดวงความรักค่อนข้างดีทีเดียว
จะพบคู่รักแท้ๆที่คบกันอยู่กันไป อย่างหวานชื่นและสมหวัง
อาจจะเป็นคนที่ดูเจ้าชู้ไปสักนิด
แต่จริงๆแล้วเป็นแค่ความรู้สึกนึกสนุกเท่านั้น
ไม่ได้เป็นนิสัยถ้าเจอะเจอคนหน้าตาดีหรือบุคลิกถูกใจ
ก็จะส่งสายตาไปก่อนอื่นแต่จะไม่ใช่คนที่จะตีสนิท
ไม่รู้จักในทันดีทันใด
เป็นคนมีนิสัยใจร้อนวู่วามและตรงไปตรงมาจนไม่น่าเข้าใกล้
แต่ก็มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามมากทีเดียว
เมื่อคนวันอังคารตกหลุมรักใครแล้ว จะติดตามคอยอยู่ใกล้อย่างตั้งใจ
ไม่มีวันจีบเล่นๆแบบเด็กๆแน่นอน
เป็นคนที่แข็งนอกแต่ข้างใจอ่อนโยน ใจดี
แต่ปากแข็งเมื่อทำผิดมักจะไม่ค่อยยอมง้อทั้งที่ในใจอยากจะง้อใจจะขาด
ดวงความรักของคนวันอังคารจะมีปัญหาก็อยู่ที่เรื่องของอารมณ์เท่านั้น
ต้องควบคุมอารมณ์ให้อยู่หรือเลือกคู่ที่เป็น
คนใจเย็นสุดสุด ก็จะมีรักที่ยั่งยืนยากที่จะแตกร้าวได้



W e d n e s d a y

คนเกิดวันพุธเป็นคนช่างคิดช่างตรึกตรอง
รอบคอบทุกเรื่องราวรวมทั้งในเรื่องราวของความรักที่คุณจะต้องมั่นใจเสียก่อน
ที่จะตกลงปลงใจกับใคร
เป็นคนที่ต้องการความรักที่ลึกซึ้งไม่ใช่ความรักเพื่อให้ตื่นเต้นเร้าใจเท่านั้น
เสน่ห์ของชาวพุธอยู่ที่การพูดจาที่น่ารักสุภาพทำให้ใครต่อใครชื่นชอบรักสนุก
และยังเป็นคนฉลาดมีไหวพริบดีอีกด้วย
คนเกิดวันพุธมักจะมีความรักแบบที่เริ่มจากความเป็นเพื่อนก่อนแล้วค่อยผูกพัน
กันมาเป็นความรักแท้ที่เต็มไปด้วยการเข้าอกเข้าใจกัน รู้จักกันดีมาก
เคารพอิสระและเวลาส่วนตัวซึ่งกันและกัน
คนเกิดวันพุธไม่ชอบคนที่ดูดีอย่างเดียวแต่คุยกันไม่รู้เรื่องที่มีทัศนคติแตก
ต่างกันอย่างลิบลับ เขาจะต้องเป็นได้ทั้งเพื่อนคู่คิดและคนรักในขณะเดียวกัน



T h u r s d a y

คนเกิดวันพฤหัสบดีเป็นคนมีความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจต่อผู้คน
มีสติปัญญาดีเป็นที่ยอมรับและชื่นชม เป็นคนรักใครก็รักจริง
เกลียดจริงไม่เสแสร้งแกล้งคบกันไปก่อน
ดวงความรักค่อนข้างเรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยาน
มีความน่ารักอยู่ที่ความสดใส
เปิดเผย และมีความมุ่งมั่นสู่จุดหมายไม่เลื่อนลอยไร้สาระเป็นคนไม่เจ้าชู้
คบเผื่อเลือกไม่เป็น ถ้ารักใครก็จะซื่อสัตย์ไม่คิดนอกใจ
หากต้องมีผิดหวังเรื่องความรักก็จะเป็นเพราะการมองโลกในแง่ดีจนเกินไป
หรือคิดไปเองว่าใครคนนั้นมีใจด้วย
แต่เมื่อผิดหวังก็ไม่ปล่อยให้ตนจมปลักกับความเจ็บปวด
จะพยายามทุ่มเทในเรื่องที่ตนสนใจที่มีประโยชน์ให้ลืมความเจ็บปวดนั้น
คนวันพฤหัสนี้ชอบคนที่เรียบง่าย มีนิสัยความชอบคล้ายๆกัน
ไม่หรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินไป



F r i d a y

คนเกิดวันศุกร์จะมีเรื่องราวของความรักๆใคร่ๆประจำหัวใจอยู่เสมอ
เป็นคนรักสวยรักงามดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ เมื่อรักใครชอบใครแล้ว
ก็จะเอาอกเอาใจดูแลเป็นอย่างดี เรียกว่าทุ่มจนสุดหัวใจเลยทีเดียว
แต่ก็ต้องการการตอบสนองอย่างเดียวกันจากคนรักด้วย ไม่ฉะนั้นจะรู้สึกน้อยใจมาก
เสน่ห์ของคนวันศุกร์อยู่ที่ความอ่อนหวาน เป็นคนใจกว้างและซื่อตรง
บางครั้งออกจะขี้ระแวงคนรักจนเกินเหตุไปด้วยซ้ำ
ดวงความรักของคนเกิดวันนี้ ค่อนข้างอาภัพ ทั้งๆที่มีคนมารักชอบจริงใจอยู่มากมาย
แต่ก็มักจะจบลงเพราะ ความไม่มีเหตุผลและเจ้าอารมณ์ของคุณอยู่นั่นเอง
บางคนที่ถึงจะมีรักหวานแสนซึ้ง เพียงใดแต่กลับต้องลาร้างกันทั้งๆที่ยังรักกันมาก
บางคนก็อาจจะมีความสัมพันธ์ รักที่ยั่งยืนอบอุ่น แต่อาจไม่ใช่คนที่คุณรักอย่างหัวปักหัวปำมาก่อน
เป็นคนที่มีดวงความรักพิเศษไม่ธรรมดาเลยจริงๆ



S a t u r d a y

คนเกิดวันเสาร์เป็นคนโชคดีในด้านความรัก
ไม่ค่อยจะมีปัญหาให้ต้องปวดใจเหมือนคนเกิดวันอื่นๆ
เนื่องจากเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวหนักแน่น
เมื่อคบกับใครก็จะมีคนคนนั้นอยู่คนเดียว
เมื่อเลิกแล้วถึงจะเริ่มมีรักใหม่ เป็นคนที่ดูสุขุมมีระเบียบ
แต่ก็เป็นคนดื้อรั้นไม่เบา มีความเจ้าชู้แบบเงียบๆคือแค่มองและส่งยิ้มไปบ้าง
ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เป็นประเภทขอแอบรักแอบชื่นชมอยู่ไกลๆมากกว่า
คนวันเสาร์เป็นคนที่ทระนง อดทนและมีความมุ่งมั่น
ใส่ใจคนรักอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ถ้าคนรักทำตัวไม่เหมาะสม
มีนิสัยหรูหราฟู่ฟ่าจนเกินไปก็ไม่ชอบใจเหมือนกัน
เป็นคนช่างเลือกจึงไม่ค่อยคบใครเล่นๆ
เมื่อถูกใจใครจะใช้เวลาพิจารณานิสัยก่อนที่จะเริ่มลงลึกไม่ไว้ใจใครง่ายๆ
ต้องคำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมทั้งอายุและฐานะอีกด้วย


วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มากินผักกันเถอะ

อาหาร พวก "ผัก" ไม่เพียงแต่รับประทานแล้วอร่อยและอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางยาแอบแฝงอยู่อีกด้วย ผักเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากชนิดหนึ่ง เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น เกลือแร่ วิตามิน อยู่เป็นจำนวนมาก สารบางอย่างจะมีเฉพาะในผักเท่านั้น สิ่งสำคัญที่พบมากในผักทุกชนิดคือ "กากใย" (Fiber) ซึ่งเป็นส่วนที่ย่อยไม่ได้และไม่ให้พลังงาน

กากใยมีประโยชน์อย่างไร

1. ช่วยลดความอ้วนเพราะให้พลังงานน้อย และจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้
2. ลดอัตราการดูดซึมของน้ำตาล จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทานใยพืชมากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวาน
3. ช่วยลดการดูดซึมไขมันและโคเลสเตอรอล
4. กระตุ้นลำไส้ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยเช่นกัน
5. ลดอัตราเสี่ยงจากไขมันอุดตันหลอดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต มีรายงานการศึกษาวิจัยจากวารสาร Archives of Internal Medicine พบว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารพวกผักหรือเมล็ดธัญญพืชมากๆ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ชอบรับประทานพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพในด้านลดความดันโลหิตลงมา ซึ่งจะส่งผลให้ลดอาการป่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวาย เป็นต้น
6. ช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง เป็นต้น
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ผักชนิดต่างๆ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาให้เรากินกันตลอดทั้งปี ซึ่งผักตามฤดูกาลนั้น มีคุณภาพ อร่อย ราคาถูก


ตัวอย่างผักตามฤดูกาลที่มาแนะนำกันเพื่อสุขภาพ
มกราคม เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักกาดหัว(หัวไช้เท้า) มะเขือเทศ ถั่วลันเตา คะน้า ข้าวโพดฝักอ่อน ฟักทอง ผักกาดขาว

กุมภาพันธ์ เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วฝักยาว ผักกาดหัว(หัวไช้เท้า) ผักบุ้งจีน บวบ คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก

มีนาคม เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้งจีน บวบ คะน้า ฟักเขียว ฟักทอง

เมษายน เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้งจีน บวบ คะน้า ฟักทอง

พฤษภาคม เช่น มะระจีน ชะอม ฟักทอง ผักบุ้งจีน ช้าพลู บวบ มะนาว ถั่วฝักยาว

มิถุนายน เช่น มะนาว มะระจีน บวบ ถั่วฝักยาว กุยช่าย ชะอม ผักบุ้งจีน ช้าพลู ยอดตำลึง

กรกฎาคม เช่น สะตอ ถั่วฝักยาว ยอดตำลึง ชะอม กุยช่าย มะระจีน มะนาว ช้าพลู บวบ

สิงหาคม เช่น ยอดตำลึง ข้าวโพดฝักอ่อน กุยช่าย บวบ มะระจีน สะตอ ชะอม ถั่วฝักยาว

กันยายน เช่น ชะอม ยอดตำลึง กุยช่าย ถั่วฝักยาว บวบ มะระจีน ข้าวโพดฝักอ่อน

ตุลาคม เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วฝักยาว ผักกาดหัว(หัวไช้เท้า) คะน้า กะหล่ำดอก มะระจีน

พฤศจิกายน เช่น คะน้า มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อน ผักกาดขาว แครอท ฟักทอง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว ผักกาดหัว(หัวไช้เท้า)

ธันวาคม เช่น ข้าวโพดฝักอ่อน แครอท ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วลันเตา ผักกาดหัว(หัวไช้เท้า) คะน้า กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ฟักทอง

การรับประทานพืชผักตามธาตุเจ้าเรือนในทฤษฎีแพทย์แผนไทย

พืชผักสำหรับคนธาตุดิน คือ คนที่เกิดเดือน 11 12 และ 1 หรือเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม

รส ฝาดหวาน มัน และเค็ม เช่น ถั่วต่างๆ เผือก หัวมันเทศ ฟักทอง กล้วยดิบ ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะยม สมอไทย กระถินไทย ผักหวาน ขนุนอ่อน สะตอ ผักโขม โสน ขจร ผักเซียงดา ลูกเนี่ยงนก บวบเหลี่ยม บวบงู บวบหอม เป็นต้น

พืชผักสำหรับคนธาตุน้ำ คือ คนที่เกิดเดือน 8 9 10 หรือ หรือเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

รสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน ชะมวง ผักติ้ว ยอดมะกอก ยอดมะขาม มะอึก มะเขือเครือ มะแว้ง เป็นต้น

พืชผักสำหรับคนธาตุลม คือ คนที่เกิดเดือน 5 6 7 หรือเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน

รสเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะทือ ดอกกระเจียว ขมิ้นชัน ผักคราด ช้าพลู ผักไผ่ พริกขี้หนู สะระแหน่ หูเสือ ผักแขยง ผักชีลาว ผักชีล้อม ยี่หร่า สมอไทย กานพลู เป็นต้น

พืชผักสำหรับคนธาตุไฟ คือ คนที่เกิดเดือน 2 3 4 หรือเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม

รส ขม เย็น และจืด เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักกระสัง สายบัว ผักกาดจีน มะระ ผักปรัง มะรุม มะเขือยาว กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฟักทอง มะเขือยาว กุยช่าย ฟักแฟง แตงทั้งหลาย

ทุก คนควรรับประทานอาหารและพืชผักหลากรสเพื่อบำรุงธาตุทั้ง 4 แต่ต้องเน้นธาตุเจ้าเรือนและธาตุที่เป็นจุดอ่อนสำหรับตัวเรา ซึ่งอาหารไทยนั้นมีหลายรสและสามารถปรับให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนหรือ อาการของโรคได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันอาหารไทยได้รับความนิยมไปทั่วโลกก็เพราะรสอันหลากหลายและมีสรรพคุณ ด้วย เช่น

รสฝาด มีสรรพคุณแก้ในการสมานแผล แก้ท้องร่วง บิด บำรุงธาตุ เช่น ยอกจิก ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดฝรั่ง ผักกระโดน ยอดเสม็ด เป็นต้น

รส หวาน มีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย แต่ทานมากเกินไปจะแสลงโรคเบาหวาน เสมหะเฟื่อง แสลงบาดแผล เช่น เห็ด หน่อไม้ ผลฟักข้าว ผักขี้หูด เป็นต้น

รสมัน มีสรรพคุณแก้เส้นเอ็นพิการ บำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น บำรุงเยื่อกระดูก เป็นยาอายุวัฒนะ เช่น สะตอ เหนียง บัวบก ขนุนอ่อน ถั่วพู ฟักทอง เป็นต้น

รสเปรี้ยว มีสรรพคุณแก้ทางเสมหะ ฟอกโลหิต ระบาย เช่น ยอดมะขามอ่อน ยอดชะมวง มะเฟือง มะเขือเทศ เป็นต้น

รสขม มีสรรพคุณบำรุงโลหิตและน้ำดี เช่น มะระขี้นก ยอดหวาย ดอกขี้เหล็ก ใบยอ สะเดา ผักโขม ยอดมะรุม เป็นต้น

รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ ขับผายลม บำรุงธาตุ เช่น ใบแมงลัก ใบโหระพา ใบช้าพลู ขิง ข่า ขมิ้น เป็นต้น



ที่มา :: นิตยสารหญิงไทย

How time body worked?

ช่วงเวลาการทำงานของอวัยวะ

อวัยวะต่างๆ เค้าก็มีเวลาทำงานเป็นของเค้าเองนะ..ไปทำความเข้าใจร่างกายกัน!

รู้ ไหมว่าร่างกายเราจะมีการไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ผ่านอวัยวะภายในต่างๆตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าหากรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องเหมาะสมก็จะช่วยให้สุขภาพดี ได้ จึงนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาชีวิตของ อ.สุทธิวัสส์ คำภา มาฝาก


การ ไหลเวียนผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งร่างกายคนเรามีทั้งหมด 12 อวัยวะ ได้แก่ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และระบบความร้อนของร่างกาย กว่าจะไหลเวียนครบทุกอวัยวะก็จะใช้เวลา 1 วันเต็มพอดี โดยเริ่มจาก


01.00-03.00 น. ตับ ในช่วงเวลานี้ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย แถมยังหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาด้วย จึงควรพักผ่อนนอนหลับให้สนิท และไม่ควรทานอาหารเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว ทำให้ไม่สามารถขจัดสารพิษในร่างกาย ถ้าตับมีปัญหา เส้นผม ขน และเล็บจะไม่สวย


03.00-05.00 น. ปอด ควรตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ และรับแดดตอนเช้า หากตื่นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ปอดจะดี ผิวก็จะดีขึ้นตาม


05.00-07.00 น. ลำไส้ใหญ่ ควรถ่ายทุกเช้าให้เป็นนิสัย ถ้าถ่ายไม่ออกให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หรือน้ำผึ้งผสมมะนาว และอาจบริหารโดยยืนตรง หายใจเข้า แล้วก้มลงพร้อมหายใจออก เอามือเท้าเข่าแขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง ให้ทำจนกว่าจะถ่าย


คน ที่ไม่ถ่ายหรือถ่ายยากในตอนเช้า ร่างกายจะดูดกากอาหารตกค้างซึ่งกำลังจะเป็นอุจจาระกลับเข้าไปใหม่ ทำให้ลำไส้ใหญ่รวนผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัวไหล่ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนกรน


07.00-09.00 น. กระเพาะอาหาร หากกินข้าวเช้าช่วงนี้ได้ทุกวันจะช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอ่อนแอ จะทำให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย

ถ้าไม่กินข้าวเช้าอุจจาระจะถูกดูดกลับมาที่กระเพาะ ทำให้กลิ่นตัวเหม็น ถ้าถ่ายออกหมดก็จะไม่มีกลิ่นตัวเท่าไร


09.00-11.00 น. ม้าม ม้ามมีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ยังนอนหลับช่วงนี้อยู่จะทำให้ม้ามอ่อนแอ คนที่พูดมากช่วงนี้ม้ามจะชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมัน ทำให้อ้วนง่าย ดังนั้น จึงควรพูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับในช่วงนี้ ม้ามจึงจะแข็งแรง


คน ที่ปวดหัวบ่อย และมีอาการเจ็บชายโครงนั้นมักมาจากม้าม หากม้ามโตจะไปเบียดปอดทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง และสร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย


11.00-13.00 น. ระบบหัวใจ ช่วงนี้หัวใจจะทำงานหนัก จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด หรือเหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก ควรหาทางระงับอารมณ์ให้ผ่อนคลาย


13.00-15.00 น. ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น วิตามินซี บี โปรตีน เพื่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ดังนั้น จึงควรงดกินอาหารทุกประเภทในช่วงเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงานได้อย่างเต็มที่


15.00-17.00 น. กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด ช่วงนี้ควรทำให้เหงื่ออกด้วยการออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง การอั้นปัสสาวะบ่อยจะทำให้ปัสสาวะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ส่งผลให้เหงื่อมีกลิ่นเหม็น


17.00-19.00 น. ไต ควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เวลานี้ถ้าง่วงแสดงว่าไตเสื่อม ถ้าหลับแล้วเพ้อแสดงว่าอาการหนัก ถ้าไตซ้ายมีปัญหา จะกลายเป็นคนขี้ร้อน ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่รักสวยรักงาม แต่ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำเสื่อมและเป็นคนขี้หนาว ถ้าไตทำงานหนักก็จะกลายเป็นโรคไต สมองเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ


19.00-21.00 น. เยื่อหุ้มหัวใจ ปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ช่วงนี้จึงต้องระวังเรื่องอารมณ์ตื่นเต้น ดีใจ และการหัวเราะ ควรทำจิตใจให้สงบด้วยการสวดมนต์ ทำสมาธิ


21.00-23.00 น. ระบบความร้อนของร่างกาย ช่วงนี้อย่าตากลม เพราะลมมีพิษ ควรทำร่างกายให้อุ่น ห้ามอาบน้ำเย็น จะเจ็บป่วยได้ง่าย (ตอนเย็นควรอาบน้ำอุ่น ส่วนตอนเช้าควรอาบน้ำเย็น)


23.00-01.00 น. ถุงน้ำดี เมื่ออวัยวะใดขาดน้ำก็จะดึงจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น อารมณ์จะฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ตอนเช้าจะจาม ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา 23.00 น.
ข้อมูล www.taladhoon.com (เรื่องเล่าจาก ป้าสุ)

How Women&Diamond?

แด่ผู้หญิงทุกคนและแหวนเพชรที่เธอซื้อเองได้!



พอดีไปอ่านที่คุณลูกบัวเขียนถึงทริปฮ่องกงของเธอ ติดใจตรงที่
เธอซื้อของขวัญให้ตัวเอง เป็นชุดแหวนและสร้อยเพชร…
ใช่…มันเป็นของที่เราซื้อให้ตัวเองได้


ทำให้ฉุกคิดถึงหนึ่งแคมเปญการตลาดกระฉ่อนเมือง
ที่ชื่อว่า "The Right hand ring" ของ DIAMOND TRADING COMPANY หรือ De beers เมื่อปี 2004
จริงๆแล้วเพชร ถูก De beers ทำการตลาดให้กลายเป็นสัญลักษณ์ แทนความรักและการแต่งงาน
มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อในวันนี้เมื่อสังคมเปลี่ยนไป
ผู้หญิงแต่งงานน้อย และช้าลง อัตราการโตของยอดขาย
แหวนเพชรก็เลยช้าไปหน่อย เจ้าตลาด(และผูกขาด)
อย่าง Debeers จะทำอย่างไร? คำตอบคือแคมเปญ
โฆษณาจากเอเยนซี่ J. Walter ThompsonInsight (ความรู้สึกลึกๆของผู้บริโภค) ก็มีอยู่ว่า ผู้หญิงทุกคนชอบเพชรอยู่แล้วล่ะ
(Diamonds are girls’ best friend ไง) แล้วทำไมเราไม่ยุให้เธอซื้อเองละ…
ทำไมต้อรอให้ผู้ชายซื้อให้??? ฉันสวย ฉันเก่ง ฉันมีเงิน…แค่ไม่มีสามีเท่านั้นเอง!!


โดยปกติ การสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายบ่งบอกถึงการสมรส
และการมีคู่ แล้วมือขวาล่ะ?

[/b]
มือซ้ายคือความมีเหตุมีผล มือขวาความบ้าบิ่น
มือซ้ายทำสิ่งที่ควรทำ มือขวาทำสิ่งที่อยากทำ
มือซ้ายจะสนับสนุนคุณ ส่วนมือขวาจะทำให้คุณประหลาดใจ
คุณผู้หญิงทั้งหลาย...ขอมือขวาหน่อย


มือซ้ายบ่งบอกว่าคุณมีเจ้าของแล้ว
มือขวาบ่งบอกว่าคุณเป็นผู้ครอบครอง
มือซ้ายคือการฉลองวันที่คุณแต่งงาน
มือขวาคือการฉลองวันที่คุณได้เกิดขึ้นมา
คุณผู้หญิงทั้งหลาย..ขอดูมือขวาหน่อย

มือซ้ายเห็นสีแดงแล้วนึกถึงดอกกุหลาบ มือขวาเห็นสีแดงแล้วนึกถึงไวน์
มือซ้ายเชื่อในความรักสูตรโรแมนติก มือขวาคิดว่าอัศวินม้าขาวมีแต่ในนิยาย
มือซ้ายบอกว่า ผมรักคุณ มือขวาบอกว่า ฉันก็รักตัวเองเหมือนกัน
ยกมือขวาหน่อย คุณสุภาพสตรี


มือซ้ายประกาศว่าคุณผูกมัด มือขวาประกาศว่าคุณอิสระ
มือซ้ายอยู่เพื่อรัก มือขวาอยู่เพื่อใช้ชีวิต
มือซ้ายอยากถูกจูง มือขวาอยากถูกยกย่อง
คุณผู้หญิง ขอดูมือขวาคุณหน่อย


มือซ้ายบอกว่า"เรา" มือขวาบอกว่า"ฉัน"
มือซ้ายชอบแสงเทียน มือขวาชอบแสงไฟ
มือซ้ายไว้ไกวเปล มือขวา..ไว้สร้างโลก
คุณผู้หญิงของโลก... ยกมือขวา

ใครๆก็รู้ว่า De beers จะขายของ
แต่สิ่งที่มันพูดในโฆษณานี้ช่างโดนใจผู้หญิงซะเหลือเกิน
ผู้ชายก็ชอบ บอกว่า..ดี เธอซื้อเองได้แล้วนิ่
งานชุดนี้ไม่ได้รางวัลอะไร แต่ได้ยอดขายแหวนเพชรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง!



ยังไงใครจะซื้อของขวัญให้ตัวเองก็ คิดให้ดีก่อนละกันนะคะ
ว่ารายรับรายจ่ายเงินเก็บ สัมพันธ์กันรึเปล่า
อย่าให้การชื่นชมความอิสระของผู้หญิงทำให้เราต้องเจ็บตัวนะ
ตกเป็นเหยื่อการตลาดไม่ดีแน่ๆ


DARK SIDE OF THE BRAND:
เดี๋ยวจะหาว่า วัตถุนิยม การตลาด ไม่สนใจจริยธรรม
ทาสรับใช้ทุนนิยมผู้ซื่อสัตย์อย่างดิฉัน
จะบอกด้้านมืดของเพชรให้ฟัง ถ้าหากคุณยังไม่่รู้



เรื่องก็มีอยู่ว่า เป็นเวลานานแล้วที่่ทาสในแอฟริกา
ต้้องขุดหาเจ้้้้าก้อนหินนี่ ให้้กับพ่่อค้า และบริษัทเพชร โดยได้้เงินน้อยมาก
จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่…เช่นในประเทศ บอสซาว่าน่า นามีเบีย แทนซาเนีย
คนแอฟริกันเหล่่านี้ทำงานเช่นทาส สวัสดิการไม่่มี อาหารไม่ถูกสุขลักษณะ
โรคติดต่่อก็เยอะ..รวมทั้้งเอดส์ด้วย



กลุ่่มคนที่ประท้วงการใช้แรงงานคนแอฟริกันเหล่านี้ ป่าวประกาศว่า
เพชรที่คนทั่วโลกใส ่…ก็คือเพชรเปื้้อนเลือด!



อืม เปลี่ยนการฉลอง Indipendence woman เป็นรองเท้้้าสวยๆซักคู่แทนดีกว่่า…
ข้อมูล จาก www.taladhoon.com (เรื่องเล่าจาก ป้าสุ)

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Banana!! how know?

Banana!! กล้วยสารพัดประโยชน์

September 30th, 2008

Banana!! กล้วยสารพัดประโยชน์

Written by: saowalak
Published on September 30th, 2008 @ 12:54:24 pm , using 58 words, 1184 views
Posted in Uncategorized


กล้วยหอมมีสารน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ ซุคโคส ฟรุคโตสและกลูโคส
(sucrose, fructose and glucose) รวมทั้งเส้นใยอาหาร
มันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยครับ

เขาวิจัยมาแล้วว่ากล้วยหอม 2 ใบให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานถึง 90 นาที
ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับ ...นักกีฬาระดับโลกถึงชอบกินกล้วยหอมกันนัก
(เคยเห็นในสนามเทนนิส....พอพักเบรคบางคนหยิบกล้วยหอม มากัดกินสัก 2-3 คำ)
ยังไม่หมดนะ....เจ้ากล้วยยังมีคุณอนันต์
ป้องกันโรคภัยและภาวะต่าง ๆของร่างกายได้อีกด้วย...มาดูกันครับ

ความเศร้าซึม
จากการสำรวจและวิจัยไต่ถามพร้อมสุ่มตัวอย่างจากคนไข้ ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม
พบว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม
เพราะว่ามัน tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนโปรตีนชนิดหนึ่ง
ซึ่งร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin
สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

pms (premenstrual syndrome)

สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์จะหงุดหงิดง่าย
ไม่อยู่กับร่องรอยและก่อให้เกิดสภาวะต่อร่างกาย..เช่ นปวดท้อง ปวดหัว...ฯลฯ
รีบกินกล้วยหอมซะดี ๆ.....ยาแก้ปวดลืมไปได้เลย....
มันสามารถป้องกันได้นะจ๊ะ........

โรคโลหิตจาง ( Anemia)
ธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิ ต Hemoglobin ( ฮีโมโกลบิน)
ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้
แต่คงไม่ช่วยแก้โรคทรัพย์จางได้หรอก! นะ....ฮ่า...
( โรคนี้ผมเป็นบ่อย ๆ.....หุ...หุ...)

คว ามดันโลหิต ( Blood Pressure)

กล้วยหอมมีเกลือโปแตสเซียมเหลืองอยู่เยอะ
เป็นตัวช่วยความดันเลือดจนกระทั่ง US Food and Drug Administration
อนุมัติให้กล้วยหอมยอดผลไม้มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ ยงความดันได้จริง

เสริมสร้างพลังสมอง ( Brain Power)

ที่อังกฤษในแค้วน Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham school
อ้างว่าพวกเขาสอบผ่านเพราะได้กิตกล้วยหอมเป็นอาหารเช ้า
รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมอง สดชื่น
เขาได้วิจัยพบว่าโปแตสเซียมในกล้วยช่วยนักเรียนให้ตื ่นตัวอยู่เสมอ

อาการท้องผูก ( Constipation)

เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี

เมาค้าง ( Hangovers)

วิธีแก้เมาค้างที่เร็วและดีอีกวิธีหนึ่งก็คือกินกล้ว ยหอมปั่น b! anana milkshake
โดยการใส่น้ำผึ้งลงไปด้วย
( ฮ่า.....ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย.......ต้องลองแน่ ๆ...)
ด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้งและสารวิตามินในกล้วยจะช่วยให้ ปรับระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
และทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็ วขึ้น......

จุกเสียดแน่นท้อง ( Heartburn)

กล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่
ดังนั้นการกินกล้วยก็จะช่วยให้ลดอาการดังกล่าว

Morning Sickness

ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดีนะ...อาการงี่เง่าตอนเช้าเช่ นไม่อยากจะตื่นบ้าง...ฯลฯ
ถ้าเรากินกล้วยหอมสักคำ 2 คำระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น
มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการดังกล่าว ในตอนเช้าได้

บรรเทาแผลยุงกัด

ก่อนที่จะใช้ยาทา
ลองใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในถูบริเวณที่ถูกยุงกัด
จะช่วยลดอาการคันหรือบวมได้.....คนส่วนใหญ่เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ

ระบบประสาท ( Nerves)

วิตามินบีที่มีอยู่มากในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียด. ... อ่อนล้าได้

อ้วนจากทำงานมากเกินไป

ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า
ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกินช็อกโกแล็ตและพวกโปเ ต้โต้ชิปส์มากเกินไป
ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆน้อย ๆประมาณทุก ๆ 2 ชม.
มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอยากกินของจ ุกจิก

แผลในลำไส้และกระเพาะอาหารรวมทั้งผิวหนังพุพองเป็นแผ ล ( Ulcers)

สารและเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เ ล็กดีขึ้น
รวมทั้งกรดต่าง ๆที่มีอยู่ทำให้มีการเคลือบผิวของกระเพาะ
ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้

ปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย ( Temperature Control)

ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีอากาศร้อน
ผู้คนชอบกินกล้วยหอมดับร้อนกันครับและเชื่อว่ามันเป็ นผลไม้เย็นฉ่ำชนิดหนึ่ง
อย่างเช่นในไทยมีความเชื่อกันว่าผู้หญิงท้องควรกินกล ้วยหอมเป็นประจำ
เพื่อเด็กที่เกิดมาจะมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นดังป๋าคูล เป็นต้น.! ..... so cool....

ลดความอยากสูบบุหรี่

สำหรับท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่
กล้วยหอมอาจช่วยท่านได้เพราะมีวิตามิน B6, B12 โปแตสเซียมและแม็กนีเซียม
ที่มีอยู่มากจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดสา รนิโคติน
อ้างถึง:

เห็นไหมครับว่ากล้วยหอมนั้นเป็นยอดผลไม้จริง ๆ

เปรียบเทียบกับแอปเปิลแล้ว
กล้วยหอมมีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า
มีคาร์โบไฮเดรทมากกว่า 2 เท่า
ฟอสฟลอรัสมากกว่า 3 เท่า
วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า
วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆมากกว่า 2 เท่า
ดังนั้นจากที่ฝรั่งเคยพูดกันว่า
'An apple a day keeps doctor away.'
ต่อไปคงจะต้องเปลี่ยนเป็น
'A banana a day keeps doctor away.' ซะแล้วมั๊ง.....

ถ้ามันไม่ใช่เป็นการเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อโปรโมท พ่อค้ากล้วยหอมแล้ว
ผมว่ากล้วยหอมเนี่ยมันแจ่มจริง ๆ....
ถ้าต่อไปมันแพงมากก็ไม่ต้องกินมันหรอกครับ
(ผมว่ากล้วยน้ำว้าก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากนา.... กินมันทั้ง 2 อย่างแหละดีที่สุด)

อ้อ...แถมท้ายอีกอย่างหนึ่งรองเท้าหนัง
ถ้าอยากขัดให้มันวาวแบบเร็ว ๆ
ก็เอาเปลือ! กกล้วยหอมด้านในถูรองเท้าไปเลย
เสร็จแล้วเอาผ้าแห้งเช็ดขัดออก...รองเท้าจะมันแผล็บเลย...

อ้างถึง...FW: mail