วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

Look Good, Feel Good สวยเฉิดฉาย...เปล่งประกายจากข้างใน

Look Good, Feel Good สวยเฉิดฉาย...เปล่งประกายจากข้างใน (First Magazine)

ความ ลงตัวที่สุดของมนุษย์คนหนึ่ง ไม่มีอะไรเกินไปกว่า "สวยนอก...สุขใน" เพราะทั้งสองพลังนี้จะประสานให้คนคนหนึ่งเปล่งประกายเฉิดฉาย งดงามทุกอิริยาบถ และมีอุปนิสัยดี มีความสุขในตัวเอง มีมนุษย์สัมพันธ์ดี จนเป็นที่รัก ที่ชื่นชมของคนทุกคน

สิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ สร้างค่ะ เพราะคนทุกคนแท้จริงเหมือนอัญมณีที่ต้องได้รับการเจียระไน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ซึ่งเขาจะประจักษ์ในคุณค่าที่เรามีอยู่อย่างแท้จริง

ตัว เราทุกคนนี่เองค่ะ ที่เป็นช่างเจียระไนชั้นดี ขอเพียงมีสายตาอันแหลมคมเพียงพอที่จะเห็นเหลี่ยมมุมซึ่งต้องสร้าง บางข้อบางอย่าง ขออนุญาตแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ

1. มีหลักยึดที่ยิ่งใหญ่ในตัวเอง

คนทุกคนต้องมีความนับถือตัวเอง (Self-esteem) คนที่นับถือตัวเองจะไม่ยอมทำสิ่งที่จะนำความเสื่อมเสียมาให้ ไม่ไหลไปทางต่ำ ไม่กระทำสิ่งที่ผิดกฏเกณฑ์ กฎหมาย และหลักจริยธรรม พอมีหลักนี้เป็นหลักประจำตน ประจำใจ และใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตแล้ว ก็ไม่มีทางทำสิ่งที่เสื่อม ไม่เดินตามใครไปในทางเสื่อม ไม่ยอมให้ถูกชักจูงไปสู่ความเสื่อม นับเป็นหลักที่แข็งแรงที่สุดที่ช่วยค้ำจุนชีวิตและการใช้ชีวิต ชนิดแหงนหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน

2. มีหัวใจเครื่องหมายบวก

เมื่อมีหลักที่แข็งแรงในตัวเองแล้ว ก็มาสร้างใจที่ดี ที่แข็งแรงด้วย ใจที่ดีก็คือใจที่มีความสุขหล่อเลี้ยง มีความสุขใจในตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกมากนัก มีความสุขง่าย เป็นทุกข์ยาก แจ่มใสมากกว่าขุ่นมัว สดชื่นมากกว่าหดหู่ หม่นหมอง เข้าใจมากกว่าฉุนเฉียวหรือถือโกรธเขาไปทั่ว ใจที่ดีคือใจที่มีเครื่องหมายบวก มองตัวเองเป็นบวก และมองคนอื่นเป็นบวก ในด้านดีๆ ของตนเองและคนอื่นเป็นเครื่องชักนำไปสู่การพัฒนาแล้วแก้ไขสิ่งที่ยังพร่อง หรือขาดตามมา

3. มีวาจาสุจริต

เป็นคนรู้จักพูดและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ คือ พูดอย่างคนที่ไตร่ตรองแล้ว รู้ว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดควรงดเว้น รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร สั้นหรือยาว มากหรือน้อย รู้ที่จะใช้น้ำเสียงให้น่าฟัง ฉะฉาน อ่อนหวาน ชัดเจน ลำดับความไม่สับสน เลือกใช้คำที่คิดแล้วว่าคนฟังจะเข้าใจ ไม่ข่ม ไม่ขู่ พูดแต่ความจริง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ปกปิด ไม่บิดผัน

4. มีสุขภาพดี

คนจะดูดีได้ ต้องแข็งแรงทั้งภายนอก-ภายใน คือ มีคุณธรรมที่แข็งแรง มีจิตใจสูง มีความความอายต่อบาป มีใจใฝ่กุศล แล้วยังต้องมีสุขภาพที่ดีด้วย เพราะสุขภาพที่ดีเป็นต้นทุนของความผุดผาดและความเปล่งปลั่ง เป็นพื้นฐานของรูปร่างที่สมส่วนและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว สมองที่ปลอดโปร่ง ความคิดที่เฉียบคม

5. มีรสนิยมและมารยาทสังคม

รู้จักแต่งกายให้ดี เข้ากับตนเอง เข้ากับสังคม เข้ากับยุคสมัย ทั้งยังต้องรู้มารยาทในการเข้าสังคมด้วย นั่นหมายถึงต้องเป็นคนที่รู้กาลเทศะ รู้จักเจรจาพาที รู้จักวิธีผูกมิตรและจูงใจคน รู้จักวางตนให้น่าชื่นชมและเปี่ยมเสน่ห์

ทั้งหมดนี้ เมื่อไปรวมกับการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ย่อมทำให้ทุกๆ วันจะเป็นวันที่คุณใส่ใจ จะทำให้ดีที่สุด เหมาะที่สุด งามที่สุด เพื่ออนาคตดีๆ ที่รออยู่ และเป็นคน "งามนอก-งามใน"

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

เพลงโปรด

เพลง รู้ตัว หวิว ณัฐพนธ์ วงศ์สนิท

ถ้าจะจับมือ จะโกรธไหม กอดเธอจะโกรธไหม

จะว่าฉันไหม อยากโน้มกายเธอลงมาอิงไหล่

เพื่อปลอบใจ เธอที่ช้ำ หยุดน้ำตาเธอที่รินไหล

อย่าร้องได้ไหม ก็เห็นแล้วใจจะขาด

* ทำไมต้องร้องไห้เพื่อเขา ที่ทิ้งเธอไป

อย่าสนกับคนพันนั้น ที่มันตาไม่ถึง

** เธออาจเป็นดินสำหรับเขา แต่เธอคือดาวสำหรับฉัน

แม้ฉันเอง ไม่คู่ควร แต่ไม่อาจจะละเลย

กับสิ่งที่เธอได้ผ่านพ้น หนึ่งคนที่ยืนตรงนี้

เต็มใจรับไว้เช่นเคย จะไม่ถามเรื่องนั้นให้เธอช้ำใจ

ฉันไม่ได้ฉวยโอกาสเธอ แต่ฉันอยากพาเธอ

เดินข้ามวันนี้ ก็เห็นแล้วใจจะขาด


ซ้ำ ( */**)


ซ้ำ (** / ** )

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อาหารเช้า..คุณค่าสำหรับครอบครัวยุคใหม่

อาหารเช้า..คุณค่าสำหรับครอบครัวยุคใหม่

ตาราง1 -เปรียบเทียบพลังงานในอาหารเช้าชนิดต่างๆ:เป็นที่ทราบกันดีถึงความสำคัญของ การรับประทานอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของครอบครัว


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในปัจจุบัน ทำให้อาหารเช้าซีเรียลได้เข้ามามีบทบาทและกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญให้กับครอบครัวยุคปัจจุบันอย่างมาก


ถึง แม้อาหารเช้าซีเรียลจะเป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารเช้าที่เริ่มมาจาก ชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงคนไทยจำนวนมากได้หันมารับประทานอาหารเช้าซีเรียล นอกเหนือจากอาหารเช้ารูปแบบเดิม เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เหมาะกับช่วงเวลาที่เร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังให้คุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมมีปริมาณแคลอรี่ น้ำตาล และไขมันที่น้อยกว่าอาหารเช้าทั่วไปที่นิยมรับประทาน (ดูตารางเปรียบเทียบ 1 และ 2)

ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ กล่าวว่า “ปัจจุบันอาหารเช้าซีเรียล กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีเวลา เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เพียงเติมนมก็สามารถรับประทานได้แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งอาหารเช้าที่มีคุณค่า นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ผลิต

ได้ มีการพัฒนาเพิ่มคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกปากมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาให้ซีเรียลมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ(โซเดียม) ต่ำ มีใยอาหารมากขึ้น ยกตัวอย่าง หากรับประทานพร้อมนมเป็นอาหารมื้อเช้า ปริมาณโซเดียม

อยู่ที่ 120-216 มิลลิกรัม ส่วนน้ำตาลอยู่ที่ 9.7-9.9 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งปกติปริมาณโซเดียมที่ได้รับจากแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัม1 และน้ำตาลไม่ควรเกิน 12.5 กรัม2“

ทางด้าน เนสท์เล่ บริษัทผลิตอาหารคุณภาพชั้นนำของโลก ได้มีการพัฒนาอาหารเช้าซีเรียลให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นอีกขั้น ด้วยการแนะนำอาหารเช้าซีเรียลที่ทำมาจาก “โฮลเกรน” หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงส่วนประกอบสำคัญในธัญพืชอยู่ครบถ้วน ได้แก่ เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด (Endosperm) และจมูกข้าว (Germ) ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่าโภชนาการสูงสุด และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่

ในเนสท์เล่ ซีเรียล โฮลเกรน ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนสท์เล่ โกโก้ ครั้นช์, ไมโล ซีเรียล หรือ คุกกี้ คริสป์

ทั้ง นี้ผลการวิจัยจำนวนมากระบุถึงคุณค่าสารอาหารที่มีอยู่มากมายในโฮลเกรน โดยเฉพาะต่อเด็กวัยเรียน พบว่าหากรับประทานซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ร่างกายจะย่อยอย่างช้าๆ และค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานออกมา ช่วยให้เด็กมีพลังงานอย่างต่อเนื่องจนถึงมื้อกลางวัน ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน เรียนหนังสือได้ดี และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งนอกจากจะมีไฟเบอร์สูง วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว อาหารเช้าซีเรียล ที่ทำมาจาก โฮลเกรน ยังมีปริมาณน้ำตาลและโซเดียมเพียงเล็กน้อย อย่าง อาหารเช้าเนสท์เล่ โกโก้ ครั้นช์ ซีเรียล หนึ่งถ้วยผสมกับนม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับแอปเปิ้ลเพียง 1 ผล และเมื่อเทียบกับขนมปังปิ้งทาเนยและแยม 2 แผ่น ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่หลายคนชอบรับประทานปริมาณน้ำตาลยังน้อยกว่า

นอก จากนี้ผลการวิจัยยังระบุ ผลดีของการรับประทานซีเรียล โฮลเกรน พบว่าเด็กที่รับประทานอาหารเช้าซีเรียล โฮลเกรน เป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะน้ำหนักเกินน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ ประทานเป็นประจำ3 พร้อมทั้งมีแนวโน้มที่จะได้รับไขมันในปริมาณต่ำ และได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟเบอร์ วิตามิน และเกลือแร่มากกว่า4

ทั้งหมดนี้เป็นผลวิจัยทางโภชนาการที่ยืนยัน ถึงประโยชน์และคุณค่าของอาหารเช้าซีเรียล โฮลเกรน ซึ่งขณะนี้กลายเป็นอาหารเช้าที่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และทุกคนในครอบครัวติดใจ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1 เกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

2 เกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

3 De la Hunty A., Ashwell M. Are people who regularly eat breakfast cereals slimmer than those who don’t? A systematic review of the evidence. Nutrition Bulletin 2007; 32: 118–28.

4 Affenito et al Breakfast Consumption by African-American and White Adolescent Girls Correlates Positively with Calcium and Fiber Intake and Negatively with Body Mass Index. J Amer Dietetic Assoc 2005; 105: 938-45

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ดูนิสัยสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ" (ต่อ)
















ดูนิสัยสมอง ของชาวญี่ปุ่น "อุซะอุซะ"

























พระเจ้ากล้วยช่วยลดน้ำหนัก จริงหรือ!

พระเจ้ากล้วย มันช่วยได้!
:ใครจะเชื่อ กล้วยหอมเพียง 2 ใบ ช่วยลดหุ่นให้ดูเพรียวบางได้ และกลายเป็น สูตรลดน้ำหนักสุดฮิต ที่สาวหนุ่มแดนซากุระแห่ทำตาม
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จนแทบแย่งชิงกันเพื่อให้ได้กล้วยหอมมาครอบครอง หวังลดน้ำหนักได้เพรียวกันถ้วนหน้า

สูตรลดน้ำหนักที่ตกเป็นข่าวโจษขานเมื่อไม่นานมานี้ แนะนำให้กินกล้วยหอม 1-2 ผล พร้อมกับน้ำในอุณหภูมิห้องในมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถกินได้ตามปกติ อาจจะเพิ่มอาหารว่างตอนบ่ายสาม สิ่งสำคัญคือ งดของหวานและเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

“ในทางโภชนาการแล้ว สูตรดังกล่าวสามารถลดน้ำหนักได้จริง หากเป็นคนที่ไม่ทานอาหารเช้าเลย หรือทานอาหารเช้าที่หนักเกินไป” แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายความเป็นไปได้

กล้วยหอม 1 ลูก น้ำหนักประมาณ 100 กรัม (ไม่รวมเปลือก) จะให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี ในกรณีที่กินข้าวเช้าตามปกติ เช่น ข้าวมันไก่ 1 จาน ที่ให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรี หากเปลี่ยนมากินกล้วยหอมเป็นมื้อเช้า ก็จะได้แคลอรีน้อยลง ในขณะเดียวกัน หากว่ากันตามสูตรก็จะให้กินพร้อมกับน้ำ ทำให้อิ่มเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้า นักโภชนาการบอกว่า สูตรนี้ช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ให้ได้รับอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกายและสมอง

“ในสังคมปัจจุบัน คนเร่งรีบจนไม่กินอาหารเช้าหรือดื่มเพียงกาแฟ 1 แก้ว ซึ่งส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย กล้วยหอมจะถือเป็นอาหารมื้อเช้า ที่ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ในกล้วย นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ ยังมีน้ำตาลทั้งกลูโคส, ฟลุกโตส และซูโคส ที่ช่วยเพิ่มพลังกายและสมอง ให้สามารถนำไปใช้ได้เลย ทำให้นักโภชนาการมองว่า สูตรลดน้ำหนักด้วยกล้วยนี้ จะเป็นที่นิยมนานกว่าสูตรอื่น เนื่องจากเป็นสูตรที่ง่าย ราคาไม่แพง แถมยังอร่อย ทำให้คนไม่ฝืนใจกิน ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้กับกล้วยประเภทอื่น ได้ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

นอกจากรับประทานกล้วยแล้ว ข้อห้ามเกี่ยวกับของหวานและการนอน ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ดี น.ส.แววตาชี้ว่า ของหวานเป็นอุปสรรคสำคัญในการลดน้ำหนัก ขณะที่การจัดเวลาของว่างช่วงบ่ายสามโมงก็ถือว่าดี จากเดิมที่คนไทยกินของว่างไม่เป็นเวลา ก็จะช่วยให้นาฬิการ่างกายเรียนรู้ และปรับระบบเผาผลาญในช่วงเวลานั้น ส่วนการนอนก่อนเที่ยงคืน ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเผาผลาญได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นักโภชนาการแนะนำว่า สูตรนี้เหมาะกับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือรับประทานอาหารเช้าที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ผู้ที่ไม่ควรลิ้มลองคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลและโปแตสเซียมสูง ในขณะที่ผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น อาทิเช่น คอร์นเฟลกกับนม, ข้าวกับแกงจืดตำลึง หรือ ข้าวกับไก่ผัดขิง เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สูตรลดน้ำหนักนี้ก็ไม่เหมาะกับเด็กวัยเรียน เนื่องจากเด็กวัยนี้ต้องการโปรตีนในช่วงเช้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานระหว่างวัน โดยนักโภชนาการแนะว่า หากต้องการลดน้ำหนัก อาจจะปรับสูตร เช่น กล้วยกับหมูปิ้ง กล้วยกับไข่ต้ม หรือกล้วยกับชีสแบบไขมันต่ำ

นักโภชนาการยังบอกด้วยว่า ไม่เฉพาะแต่กล้วยที่สามารถนำไปใช้เป็นสูตรลดน้ำหนักได้ ผลไม้อื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยดูจากผลไม้ที่ไม่หวานมาก ไม่หนักแป้ง และกินได้ง่าย เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ควรหลีกเลี่ยงทุเรียน, ขนุน ที่หวานจัดหรือผลไม้ที่เป็นกรดเช่น สับปะรด

“สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนทุกคนคือ กล้วย 1 ใบ ไม่ใช่อาหารมหัศจรรย์ที่จะทำให้คนเราผมอ สวย สุขภาพดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ แต่กล้วยจะเป็นจุดเริ่มต้น ให้คนหันมารับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญ และเพิ่มสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ในมื้ออื่นของวัน และต้องออกกำลังกายให้สมดุลกับอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีต่อไป” น.ส.แววตา นักโภชนาการกล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด

เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเครียด และวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า

ความ เครียด เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากการตื่นตัวเตรียมรับกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และส่งผลทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามไปด้วย

ความ เครียดนั้นมีกันทุกคน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาการคิดการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าคิดว่าปัญหาไม่ร้ายแรงแก้ไขได้โดยง่าย ก็จะไม่เครียด แต่ถ้าหากว่าปัญหานั้นยิ่งใหญ่ ร้ายแรง แก้ไขลำบาก ก็จะทำให้เครียดมาก หากว่ามีความเครียดในระดับที่พอดีๆ ก็จะช่วยให้มีพลัง มีความกระตือรือร้นในการต่อสูงชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ ซึ่งนี่เองคือข้อดีของความเครียด ไม่ใช่ว่าเครียดจะไม่มีส่วนดีๆ เอาเสียเลย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดมี 2 ประการคือ
1. สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล่วนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะทำให้เกิดความเครียดได้


2. การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล จะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจัง ใจร้อนและวู่วาม

จากสาเหตุที่สำคัญนี้ ความเครียดจะไม่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากทั้งสองสาเหตุประกอบกันคือ มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นตัวกระตุ้น แล้วมีความคิดและการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งว่าจะเครียดมากเครียดน้อย เพียงใด


เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่

1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง

2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่ายๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่ายๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปได้อีกด้วย

3. คิดหลายๆ แง่มุม มองหลายๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดีๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดีๆ ให้มากๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย

5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบ กับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว


ที่มาจาก http://www.pooyingnaka.com